ตำนานแข่งเรือเมืองน่าน


แม่น้ำน่าน เปรียบเสมือนสายใยแห่งชีวิตของคนน่าน มีความสำคัญต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนน่านมาตั้งแต่อดีต ผู้คนได้ใช้ประโยชน์มากมาย เป็นน้ำกิน น้ำใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบอาชีพ กสิกรรม เกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา ทำสวน คมนาคมสัญจรไปมาหาสู่กัน เรือจึงเป็นพาหนะที่ชาวน่านและเจ้าผู้ครองนครใช้ในการเดินทางไปมาหาสู่กัน และเชื่อมสัมพันธไมตรีกับหัวเมืองต่างๆ เริ่มปรากฎหลักฐานในประวัติศาสตร์เมืองน่านเมื่อ พ.ศ. 1902 พระยาการเมือง เจ้าเมืองวรนคร(เมืองปัว) ได้ใช้เรืออพยพขนย้ายผู้คนล่องลงมาตามลำน้ำน่าน เพื่อสร้างเมืองใหม่ที่เมืองภูเพียงแช่แห้ง (บริเวณวัดพระธาตุแช่แห้ง อำเภอภูเพียง ในปัจจุบัน)

ชาวเมืองน่านมีความผูกพันกับ “พญานาค” โดยมีความเชื่อว่าพญานาคจะปกป้องคุ้มครองโบราณสถาน วัดวาอาราม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพสักการะ จึงขุดเรือยาวและตกแต่งหัวเรือและหางเรือตลอดจนลำเรือใ้ห้มีลักษณะคล้ายพญานาค ปีไหนมีภาวะแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล บรรพบุรุษชาวน่านก็จะนำเรือแข่งไปพายแข่งกัน ซึ่งเปรียบเสมือนกับพญานาคกำลังเล่นน้ำเพื่อขอฝนและก็เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะว่าหลังจากนั้นฝนก็ตกลงมาจริงๆ

ประวัติของเรือแข่งไม่มีการบันทึกไว้ในพงศาวดาร และหลักฐานอื่น คงมีแต่ในรูปจิตรกรรมฝาผนังตามวัดซึ่งมีการเล่าลือกันมา โดยยึดถือเอาเรือท้ายหล้า เรือตาตอง เป็นปฐมบทของเรือแข่งของเมืองน่าน

จากเอกสารอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ ที่ได้กล่าวถึง “นครน่าน” ซึ่งเป็นเมืองนครรัฐที่เมืองต่างๆ เข้ามาสวามิภักดิ์ถึง 57 เมือง โดยมีเจ้าผู้ครองนครสืบราชวงศ์ติดต่อกันมาถึง 64 พระองค์ นับตั้งแต่งราชวงศ์ภูคา จนถึง ราชวงศ์เติ๋นมหาวงศ์ ต้นตระกูล ณ น่าน เป็นราชวงศ์สุดท้าย ไม่แน่ชัดว่าในสมัยเจ้าผู้ครองนครองค์ใดไม่ปรากฎนาม ได้มีพระบัญชาใหตัดต้นตะเคียนทองขนาดใหญ่ที่ป่าขุนสมุน (ป่าต้นน้ำ ที่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองน่านในปัจจุบัน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 30 กม.) ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ว่ากันว่าถึงขนาดตอของต้นตะเคียนนั้น สามารถวางโก๊ะข้าว (สำรับข้าวสำหรับคนเหนือ) ได้ถึง 100 สำรับ ขุดรากตัดแล้ว ประชาชนต่างก็ช่วยกันชักลากออกมาจากป่า

ด้วยความใหญ่โตของต้นตะเคียน ทำให้รอยลากไม้ไ้ด้กลายเป็นร่องน้ำของแม่น้ำสมุนในปัจจุบัน (น้ำสมุน : มีต้นกำเนิดในเทือกเขาดอยผาจิ อ.บ้านหลวง ไหลผ่าน ต.สะเนียน ต.ถือตอง ต.ไชยสถาน ต.ดู่ใต้ ลงสู่แม่น้ำน่านที่บ้านสมุน ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน)

เจ้าผู้ครองนคร ได้สั่งให้นำไม้ตะเคียนทองนั้น ผ่าครึ่งสร้างเป็นลำเรือได้ 2 ลำ คือ เรือท้ายหล้า และ เรือตาตอง ซึ่งคงจะตั้งตามตำหนิที่เกิดขึ้นในเรือ คือ เรือท้ายหล้า จะไม่มีหางเรือ (ด้วยไม่สามารถสร้างเสร็จได้ เนื่องจากมีผีเรือมาแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ จนไม่สามารถสร้างท้ายเรือได)้ ส่วนเรือ ตาตอง คงเป็นลักษณะของลูกตา ที่ทำมาจากทองเหลือง (คนในสมัยโบราณ เรียก “ทอง” ว่า “คำ” ส่วน “ตอง” ในที่นี้คือ “ทองเหลือง”) เพื่อให้ประชาชนได้นำมาแข่งกันในช่วงน้ำลด สร้างความสนุกสนาน ความสามัคคีก่อนฤดูเก็บเกี่ยวจะมาถึง
ท้ายหล้า หมายยถึง เรือที่ท้ายเรือที่ยังทำไม่เสร็จ
ตาตอง หมายถึง เรือที่มีตาทำด้วยทองเหลืองหรืออีกความหมายหนึ่ง คือมีตาของไม้ที่นำมาขุดเรือเป็นสีทองเหลือง

โดยเรือท้ายหล้า และเรือตาตอง ถือเป็นต้นแบบของเรือแข่งเมืองน่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยเรือจะสร้างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สวยงาม ลำเรือจะขุดจากต้นซุงทั้งต้น แบบเรือชะล่า รูปร่างเพรียว หัวเรือ เรียกว่า “หัวโอ้” และหางเรือ เรียกว่า “หางวรรณ” เป็นรูปลักษณ์คล้ายพญานาค โดยเชื่อกันว่า พญานาคเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่จะดลบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล บังเกิดความสมบูรณ์แก่ผู้คนและไร่นา ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า บางปีเกิดอาเพท แห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ประชาชนเมืองน่าน จะนำเรือมาพายในลำน้ำน่านเสมือนว่ามีพญานาคมาเล่นน้ำ เพื่อขอฝน ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า มีฝนตกลงมาทุกคราไป

หลังจากได้เรือท้ายหล้า และเรือตาตอง มาแล้ว ก็มีการป่าวประกาศให้ประชาชน ใช้เรือทั้งสองลำเป็นแบบในการสร้างเรือ เพื่อนำมาใช้ในการแข่งขัน โดยกำหนดว่าวัดใด หมู่บ้านใด จัดงาน “ตานก๋วยสลาก” หรือ งานถวายทานสลากภัต ก็จะให้มีการแข่งเรือทุกครั้ง

เพราะการแข่งเรือในอดีต จะแข่งกันหลังการทำบุญ “ตานก๋วยสลาก” ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวน่าน ถ้าวัดของหมู่บ้านใดที่มีเรือแข่งมีการจัดงานประเพณีตานก๋วยสลาก คณะศรัทธาหมู่บ้านต่างๆ ก็จะนำเรือแข่งบรรทุกก๋วยสลากพร้อมชาวบ้าน และพระภิกษุ สามเณร ที่รับกิจนิมนต์เดินทางไปยังวัดที่มีงานประเพณีตานก๋วยสลาก เนื่องจากการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน อีกทั้งชุมชนหมู่บ้านก็ตั้งไม่ห่างไกลกันมาก และมักจะตั้งหมู่บ้านอยู่ติดกับลำน้ำน่าน ในขณะที่พายเรือไปก็จะตีฆ้อง กลอง ฉิ่งฉาบ ปานและ เป่าแน เป็นทำนองเพลงล่องน่าน และผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะลุกขึ้นฟ้อน ซึ่งเป็นที่มาของท่าฟ้อน “ล่องน่าน ” ที่มีเอกลักษณ์รูปแบบการฟ้อนเฉพาะตัว เมื่อเสร็จพิธีก็จะนำเรือมาแข่งกันอย่างสนุกสาน จะไม่มีการปล่อยเรือ แต่ใช้การตั้งลำเรือเข้าหากัน เมื่อหัวตรงกัน ก็เริ่มแข่งได้ ไม่มีการแบ่งกระแสน้ำ นั่นหมายความว่า บรรพบุรุษของชาวน่าน ยึดมั่นในกฎ กติกา มารยาท ไม่มีการเอาเปรียบคู่ต่อสู้ โดยรางวัลที่ได้ก็เป็นเพียง เหล้าขาวใส่บั้งไม้ไผ่ ช่วงหลังๆ จะเป็นตะเกียงเจ้าพายุ พร้อมน้ำมันก๊าดปี๊บ ใครชนะก็ตีฆ้อง กลอง พับพาง บ้างก็ลุกขึ้นฟ้อนพายเรือกลับบ้านอย่างมีความสุข อาหารกลางวัน ก็จะใช้การ “ตกห่อข้าว” โดยบ้านที่มีงานตานก๋วยสลาก จะให้ห่อข้าวบ้านละ 1 ห่อ โดยใช้ข้าวเหนียว กับเนื้อย่าง น้ำพริก ห่อนึ่ง ใส่เข้าไป มอบให้ฝีพายเรือที่มาแข่งขัน ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการแข่งเรือเมืองน่านในอดีต

เรือท้ายหล้าและเรือตาตองนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบต่อกันมาว่า มีอิทธิฤิทธิ์และปาฏิหารย์ด้วยอำนาจของ “ผีเรือ” สำแดงเดชมากมาย เช่น หนีออกจาก “โฮงเฮีย” (โรงเรือ) ไปลอยเล่นในแม่น้ำน่านเองโดยไม่มีคนพาย ชาวบ้านต้องช่วยกันจับให้อยู่ เพื่อนำเรือท้ายหล้า เรือตาตองขึ้นฝั่ง จนหางหักหลุด สถานที่ชาวบ้านช่วยกันเอาเรือขึ้น ตรงนั้นเรียกติดปากกันว่า “ท่าน้าว” (ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านใน ต.ท่าน้าว กิ่ง อ.ภูเพียง คำว่า “น้าว” มีความหมายว่า ฉุด รั้ง ให้เข้ามา) จุดนี้นี่เอง ที่ทำให้หางเรือหักหลุดไปจนไม่มีหาง จึงเรียกว่า เรือท้ายหล้า ก็ได้

แต่แล้วในที่สุด เรือท้ายหล้า และเรือตาตอง ก็จมลงสู่วังน้ำวน ตรงปากสบสมุน คอยแสดงอิทธิฤทธิ์ รบกวนผู้คนที่อาศัยอยู่แถบนั้น ด้วยการ “ทักร้อง” เอาเครื่องบูชา สังเวย บางครั้ง ก็จะมาคอยปรากฎตัวให้ผู้คนรู้เห็น บางวันในวันโกนพระ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ติดแม่น้ำน่าน ก็จะได้ยินเสียงฆ้อง กอง ปาน (พับพาง) ดังแว่วมาแต่ไกล ต่างเชื่อว่าเป็นการออกเล่นของเรือท้ายหล้า ตาตองจนเป็นที่เลื่องลือ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ อาณาประชาราษฎร์มาก เพราะชาวน่านเอง มีความพยายามหลายครั้งในการที่จะนำอาจารย์ ผู้มีวิชา คาถาอาคมมาปราบผีเรือท้ายหล้า เรือตาตอง แต่ก็ไม่สำเร็จ สร้างความหวาดกลัวและความเดือดร้อนให้กับประชาชนในอิทธิฤทธิ์ของเรือท้ายหล้า เรือตาตอง

ความเดือดร้อนของทวยราษฎร์ที่เกิดขึ้น ร้อนถึงวิญญาณของเจ้าหลวงปัว (เจ้าหลวงพญาผานอง) อดทรนทนไม่ไหว จึงได้แปลงร่างมาเป็นพระน้อย (สามเณร) ออกมาเดินถามชาวบ้านที่ทำสวนอยู่ใกล้ๆ กับปากสมุน ที่เรือท้ายหล้า เรือตาตองจมอยู่ สามเณรน้อยได้พูดคุยชาวบ้าน โดยถามว่า เรือท้ายหล้า เรือตาตอง มันอยู่ที่ไหน ชาวบ้านผู้นั้นชี้ให้ดูที่เรือท้ายหล้า เรือตาตอง จมอยู่

พระน้อย จึงได้ใช้กาบปลีเป็นพาหนะกระโดดลงสู่วังน้ำ้ แล้วก็มีการต่อสู้กันเป็นอลวน จนน้ำเป็นสีแดงคล้ายเลือดเต็มท้องน้ำ ผลปรากฎว่า เรือท้ายหล้า เรือตาตอง เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จนเชื่อกันว่า เรือท้ายหล้า ตาตอง หนีมาจมน้ำวัง ของแม่น้ำน่าน ชื่อ “วังคำ” (วังน้ำอยู่ใต้ลงไปของปากแหง แม่น้ำแหง : วังคำ ปัจจุบันอยู่ในทองถิ่นตำบลส้าน อ.เวียงสา จ.น่าน) วังคำเป็นชื่อของพญาวังคำเจ้าเมืองแหง ซึ่งเมืองแหงคือเมืองเก่าอยู่ในอำเภอนาน้อย และแม่น้ำสายสำคัญของอำเภอนาน้อย ก็คือ ลำน้ำแหง

การแข่งเรือประเพณีจังหวัดน่าน ปรากฎหลักฐานอ้างอิงได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460 เมื่อครั้งกรมสมเด็จเจ้าฟ้าพระนครสวรรค์วรพินิจฯ เสด็จตรวจราชการเมืองน่าน เจ้าผู้ครองนครน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้านายฝ่ายเหนือและข้าราชการประจำเมือง ได้จัดให้มีการแข่งเรือประเพณีให้ทอดพระเนตร เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ขณะเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอุปราช พร้อมด้วยเจ้านายฝ่ายเหนือได้ลงไปฟ้อนในเรือลำที่ชนะเลิศด้วย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: